หงส์เสมือนแพ้ 5 หัวข้อร้อนข้างหลังเชลซี10คนบุกจนกระทั่งเจ๊าลิเวอร์พูล

หงส์เสมือนแพ้

หงส์เสมือนแพ้ ลิเวอร์พูลคงเสียดายไม่น้อย เมื่อพวกเขามีผู้เล่นมากกว่าฝั่ง เชลซี ถึง 45 นาทีแต่เจาะตาข่ายไม่ได้ทำให้แค่แบ่งแต้มกันไป 

หงส์เสมือนแพ้ ลิเวอร์พูลคงเสียดายไม่น้อยเมื่อพวกเขามีผู้เล่นมากกว่าฝั่งเชลซี ถึง 45 นาทีแต่เจาะตาข่ายไม่ได้ทำให้แค่แบ่งแต้มกันไป โดยเกมนี้เป็นฝั่ง “สิงห์บลูส์” ที่นำไปก่อนจากการโหม่งของ ไค ฮาแวร์ตซ์

​ แต่หงส์แดง มาตามตีเสมอในท้ายครึ่งแรกจากจุดโทษของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แถมมีดราม่าเมื่อ รีซ เจมส์ โดนใบแดงจากการทำแฮนด์บอลด้วย ต้องชมเกมรับของลูกทีม โธมัส ทูเคิ่ล ที่แทบไม่เปิดโอกาสให้ได้ยิงแบบเน้นๆเลย

เรามาพาทุกท่านมาเจาะลึกประเด็นที่น่าสนใจในเกมนี้กัน จุดเปลี่ยนสำคัญ ช่วงครึ่งแรก เชลซีใช้เวลาอยู่สักพักกว่าจะหาจังหวะของตัวเองเจอ ซึ่งบรรยากาศที่แอนฟิลด์กดดันทีมเยือนได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อ “เดอะ บลูส์” เข้าสู่เกมได้

พวกเขาก็สร้างอันตรายให้แนวรับหงส์แดงแบบต่อเนื่องจนมาได้ประตูขึ้นนำจากการโหม่งสุดสวยของ ไค ฮาแวร์ตซ์ หลังจากขึ้นนำแล้วลูกทีมของ ทูเคิ่ล ยังเดินหน้าบุกและสร้างโอกาสยิงได้เรื่อยๆ จนกระทั่งมันมีจุดเปลี่ยนของเกม

เมื่อ รีซ ​เจมส์ ทำแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษ โดยตอนแรกผู้ตัดสิน แอนโธนี่ เทย์เลยร์ ยังไม่มั่นใจว่าควรให้เป็นจุดโทษหรือไม่จึงต้องเดินไปที่จอมอนิเตอร์ข้างสนามเพื่อดูภาพย้อนหลังด้วยตัวเอง เขาใช้เวลาไม่นานก็กลับมาให้จุดโทษ

พร้อมแจกใบแดงแก่ เจมส์ แน่นอนว่าฝั่ง เชลซีคงไม่พอใจกับการตัดสิน เมื่อดูจากภาพช้าจะเห็นว่าบอลโดนที่ขาก่อนและกระเด้งมาโดนแขนซึ่งปกติตามกฎแล้วจะไม่นับว่าเป็นแฮนด์บอล แต่จังหวะนี้ เจมส์ อยู่บนเส้นประตูและบอลที่กระเด้ง

หงส์เสมือนแพ้ จากขากำลังจะปลิ้นเข้าประตูแล้วแต่เขาพยายามใช้แขนดันบอลออกมา นี่จึงเป็นเหตุผลให้ เจมส์ โดนใบแดง ซึ่งไม่แปลกที่ฝั่งเชลซี อาจจะมองค่อนข้างแรงเกินไป แต่ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของเกมที่ทำให้ครึ่งหลัง “สิงห์บูล์” ต้องปรับแท็คติกครั้งใหญ่ ข่าวฟุตบอล ยุโรป

หงส์เสมือนแพ้

เกมนี้เป็นฝั่ง “สิงห์บลูส์” ที่นำไปก่อนจากการโหม่งของ ไค ฮาแวร์ตซ์​ แต่ “หงส์แดง” มาตามตีเสมอในท้ายครึ่งแรก

หงส์เสมือนแพ้ ปรบมือให้เกมรับเชลซี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยกล่าวว่า “เกมรุกที่ดีจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับที่ดีจะทำให้คุณเป็นแชมป์” เมื่อได้เห็นแมตช์ที่แอนฟิลด์นี้แล้ว ต้องบอกเลยว่าไม่รู้สึกเซอร์ไพรส์เลยที่เชลซี คว้าถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

และช่วงครึ่งหลังของเกมนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาแกร่งจริงๆ หลังจากเหลือ 10 คน ทูเคิ่ล ปรับแท็คติกด้วยการถอด เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และไค ฮาแวร์ตซ์ ออก พร้อมส่ง มาเตโอ โควาซิช และติอาโก้ ซิลวา ลงสนาม

(สำหรับ ก็องเต้ นั้นมีรายงานว่ามีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย) ในแผงกลางต้องชม โควาซิช ที่ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมในการนำบอลออกจากโซนอันตรายและเอาตัวรอดได้ดีเมื่อเจอเพรสซิ่ง ขณะที่บรรดาแผงเกมรับโดดเด่นทุกคน

ตั้งแต่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ที่เคลียร์บอลมากถึง 7 ครั้ง, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ที่แท็กเกิ้ลถึง 6 ครั้งและเคลียร์บอลอีก 9 ครั้ง ขณะที่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ก็รับมือ ซาลาห์ ได้แบบไม่มีเกรงกลัว นอกจากนี้อีกหนึ่งคนที่ต้องชม

คือ มาร์กอส อลอนโซ่ ที่นอกจากจะลงมาช่วยเกมรับแล้ว (แท็กเกิ้ล 6 ครั้ง) ยังมีส่วนในการช่วยเติมเกมบุกอยู่ตลอด ปิดท้ายด้วย เอดูอาร์ เมนดี้ ที่โชว์เซฟ 6 ครั้งสมราคาผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของยูฟ่า หนึ่งแต้มต้องบอกว่าคุ้มค่าสำหรับเชลซีจริงๆ

เอลเลียตต์ตอบแทนโอกาส ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ขยับขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัวในฤดูกาลนี้ และเขาได้โอกาสลงเล่นตัวจริงครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกในเกมกับ เบิร์นลี่ย์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเขามีชื่อลงเล่น 11 ตัวจริงในบิ๊กแมตช์กับเชลซี

เชื่อว่าแฟนหงส์คงอดห่วงไม่ได้ว่า มิดฟิลด์วัย 18 ปีจะรับความกดดันในเกมใหญ่แบบนี้ไหวหรือไม่ แต่เมื่อชมผลงานของเขาแล้วคงต้องบอกว่าหมดห่วง เด็กหนุ่มคนนี้มีความมั่นใจมากเมื่อได้ครอบครองบอล เขามีบทบาทมากในการเชื่อมเกมรุกทางฝั่งขวา

เอลเลียตต์ เกือบทำประตูตั้งแต่ 4 นาทีแรกจากการยิงไกลระยะ 25 หลาหลุดเสาออกไปนิดเดียว และก่อนหมดครึ่งแรกเขาก็มีโอกาสยิงด้วยเท้าขวาที่ไม่ถนัดข้ามคานไป แต่โดยรวมเจ้าหนู เอลเลียตต์ ทำหน้าที่ในเกมรุกได้ดีเหมือนกับเล่นทีมชุดใหญ่มานาน

การสู้กับมิดฟิลด์ประสบการณ์ระดับโลกทั้ง ก็องเต้ และจอร์จินโญ่ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ เอลเลียตต์ ทำได้เกินความคาดหมายมากและหลายคนก็มองว่าเขาคือกองกลางหงส์แดงที่ผลงานดีที่สุดในเกมนี้ ลิเวอร์พูลเสียหายกับการขาดหายไปของ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม แต่ เอลเลียตต์ อาจเป็นคนเติมเต็มช่องว่างนี้

สามตัวรุกยากจะหยุด-ไคโชว์เจ๋ง ก่อนเกมนี้หลายคนคงจับจ้องไปที่การปะทะกันของ โรเมลู ลูกากู หนึ่งในกองหน้าฟอร์มฮอตที่สุดและเซนเตอร์แบ็กสุดแข็งแกร่งอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ทว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ พูดไว้ในการแถลงข่าวว่าเชลซี ไม่ได้มีดีแค่ ลูกากู คนเดียวเท่านั้น

แต่ยังมีตัวอันตรายอีกเพียบ ซึ่งมันก็เป็นเหมือนที่ คล็อปป์ บอกก่อนเกมจริงๆ ลูกากู กลายเป็นตัวล่อที่ดีในการดึง ฟาน ไดค์ ให้ตามประกบ เขาอาจจะไม่ได้ชนะเซนเตอร์แบ็กหงส์ก็จริงแต่มันเปิดทางให้ ไค ฮาแวร์ตซ์ และ เมสัน เมาน์ท มีอิสระในการโจมตีมากขึ้น

ช่วงหลังจากที่เชลซี ขึ้นนำแล้วเห็นได้ชัดโอกาสยิงของทีมเยือนมาแบบต่อเนื่องจากทั้งสองคนนี้ แน่นอนว่าคุณต้องจับตามอง ลูกากู เป็นพิเศษแต่คุณก็ต้องห้ามเผลอให้กับ เมาน์ท และ ฮาแวร์ทซ์ ด้วย ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษ

ขณะเดียวกันต้องชมการจบสกอร์ของ ฮาแวร์ทซ์ ด้วย ลูกโหม่งย้อยเข้าเสาสองนั้นยิ่งกว่าคำว่า “เพอร์เฟค” น่าเสียดายที่ เชลซีต้องเหลือผู้เล่น 10 คนไม่อย่างนั้นเราน่าจะได้เห็นเกมรุกจากทัพสิงห์บลูส์มากกว่านี้ แต่แค่ช่วงครึ่งแรก

พวกเขาก็โชว์ให้เห็นแล้วว่า 3 ประสานแดนหน้าพร้อมสร้างอันตรายให้กับทุกทีมในพรีเมียร์ลีก หงส์เห็นปัญหา การเสมอครั้งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนพ่ายแพ้สำหรับ “หงส์แดง” แต่ทว่ามันไม่ใช่วันสิ้นโลกซะหน่อย อย่างน้อยพวกเขาก็ได้เห็นปัญหาตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล

ยังมีเวลาให้คล็อปป์หาทางแก้ไขอีกมาก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาหมดไอเดียในการเข้าทำเมื่อคู่แข่งตั้งรับลึกซึ่งเป็นภาพที่แฟนหงส์เห็นกันบ่อยมากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และโอกาสส่วนใหญ่ก็มาจาการยิงจากแถวสองมากกว่าในกรอบเขตโทษ

มากไปกว่านั้น ตัวสำรองของลิเวอร์พูล นอกจาก ดีโอโก้ โชต้า แล้วก็ยังไม่มีใครที่ดูมีแนวโน้มว่าจะสร้างจุดเปลี่ยนได้แบบกระทันหัน แถมพวกเขายังขายตัวรุกอย่าง เซอร์ดาน ซากิรี่ ไปแล้วด้วย ก่อนหมดตลาดนักเตะสิ้นเดือนนี้

หงส์เสมือนแพ้ หงส์แดงอาจจำเป็นต้องหาตัวรุกเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของขุมกำลัง ไม่ว่าจะเป็นกองหน้าหรือกองกลางตัวรุก แฟนหงส์ก็น่าจะแฮปปี้กว่าไม่มีใครเข้ามาเลย ฮาแลนด์ซัด