ตู้มยิงเลย ใช้การโยกหลอกเพียงจังหวะเดียว เพื่อสร้างโอกาสยิงประตู

ตู้มยิงเลย

ตู้มยิงเลย ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง หรือไม่ก็เป็นการดึงจังหวะรอเพื่อนเติม

ตู้มยิงเลย เมื่อมาถึงฝรั่งเศสในปี 1977 มิล ลามีความพร้อมในระดับที่ แทบไม่ต้องปรับตัว เขาพูดภาษาฝรั่งเศส
ได้และเรื่องความมุ่งมั่น คือสิ่งที่เขาเตรียมพร้อมมานานแล้ว เขาแค่หยิบสตั๊ดลง แข่งขันและยิงประตู เท่านั้นคือ
สิ่งที่เขาจำได้มิล ลาพยายามอธิบายถึง การเล่นของตัวเองในยุคนั้นว่า

เขาไม่เหมือน นักเตะแอฟริกันทั่วไป เพราะไม่ได้มีความแข็ง แกร่งมากมายนัก และร่างกายก็ไม่ได้เปรียบนักเตะ
ยุโรปเท่าไร เขาสูงแค่ 176 เซนติเมตรเท่านั้น แต่สิ่งเดียวที่ทำให้ เขาสอดแทรกขึ้นมาเป็นกองหน้า ในยุคที่
นักเตะแอฟริกันต้อง เป็นกองหลังหรือมิดฟิลด์ ตัวรับเสียส่วนใหญ่คือ “ความเข้าใจเกม” ต่างหาก

ผมว่าผมเป็นนักเตะ ที่มีการเล่นแบบใช้ สมองมากกว่ากำลังนะ ผมเชื่อแบบนั้นมาตลอด ผมมักจะใช้ความชาญ
ฉลาดให้เป็นประโยชน์ ถ้าในช่วงที่ผมฟิตๆ ผมรู้ดีว่าผมจะจบสกอร์ได้อย่างไรมิล ลากล่าวถึงสไตล์ของเขา
หากจะบอกว่า มิล ลา เหมือนใคร

ตู้มยิงเลย

สิ่งที่จะทำให้แฟนสมัย นี้นึกออกคงต้อง บอกว่าเขาเหมือนกับ ซามูเอล เอโต้ อดีตดาวยิงของ บาร์เซโลน่า
และ อินเตอร์ มิลาน คงจะเข้าใจง่ายที่สุดมิล ลาเป็นนักเตะที่ไม่ได้ล็อคหลบเก่ง แต่เขาคือคนที่เลือก
จังหวะเล่นในกรอบ เขตโทษได้ถูกที่ถูกเวลาเสมอ

ใช้การโยกหลอกเพียง จังหวะเดียวเพื่อสร้าง โอกาสยิงประตู

แล้วก็ “ตู้ม” ยิงเลย ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง หรือไม่ก็เป็นการดึง จังหวะรอเพื่อนเติม และจ่ายเพื่อสร้าง
โอกาสง่ายๆเหมือนกับหน้าที่ของ เอโต้ เมื่อครั้งยังเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า แทบจะแกะกันมา เขาไม่พริ้ว
เท่า ลิโอเนล เมสซี่ และไม่มีเทคนิคระดับเบอร์ 1 ของโลกอย่าง โรนัลดินโญ่

แต่ถ้าวัดเรื่องการจบสกอร์ ไม่มีใครเทียบเขาได้มิล ลาเล่นในฝรั่งเศสกับ วาล็องเซียนส์, โมนาโก, บาสเตีย,
แซงต์ เอเตียนน์ และ มงต์เปลลิเยร์ ซึ่งสถิติการยิงประตูก็อยู่ ในระดับที่น่าประทับใจเสมอ แต่แน่นอน การ
เล่นใน ลีกเอิง ณ เวลานั้น ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ยากที่จะกลาย เป็นที่จดจำของคนทั้งโลก

นักเตะในลีกเอิงยุค 80 อย่าง ซีเนดีน ซีดาน, ดิดิเยร์ เดชองส์ หรือ ฌอง ปิแอร์ ปาแป็ง ต่างก็เข้าใจสิ่ง
นี้ดี พวกเขาออกไปเล่นในต่างแดน และประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จักในระดับโลกทั้งนั้น แล้ว โรเจอร์
มิล ลาดังได้ยังไงในฐานะกอง หน้าของทีมระดับกลาง ค่อนล่างในลีกเอิง? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ฝรั่งเศส

แต่มันอยู่ที่ประเทศอิตาลีต่างหาก.. ฟุตบอลโลกปี 1990 คือปีที่ โรเจอร์มิล ลาทำให้ทุกคนรู้จักฟุตบอล
แอฟริกันพันธุ์แท้ว่าเป็นเช่นไร หลังจบฟุตบอลโลกในฐานะฮีโร่ ของประเทศและตำนานโลกลูกหนังมิล ลาก็
ยังไม่เลิกเล่น เขาเดินทางไปตาม ที่ต่างๆเพื่อตอบสนอง ความสุขของตัวเอง ปี 1994

เขาอยู่กับทีมในลีกอินโดนีเซีย และถูกเรียกกลับมา ติดทีมชาติชุดนั้นมิล ลายังคงฝากความยอดเยี่ยมครั้ง
สุดท้ายไว้ ด้วยการยิงประตูในเกมที่แพ้ รัสเซีย 1-6 (เกมเดียวกับที่ โอเล็ก ซาเลนโก ทำสถิติยิง 5
ประตูในเกมเดียว) และถูกบันทึกให้เป็นนักเตะ อายุมากที่สุด ในประวัติศาสตร์

ที่สามารถยิงประตูใน ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ ซึ่งดูจากสถิติ 42 ปีที่เขาทำไว้ ก็ต้องยอมรับว่า “ยาก”
ที่จะมีใครสักคนจะทำลายสถิตินี้ “ฟุตบอลยุค 90 เป็นอะไรที่สนุกที่สุดแล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่เราเล่น
ฟุตบอลกันด้วยความสนุกและความสุข เงินทองมาทีหลัง ฟุตบอลอยู่ในสายเลือดของพวกเรา

ทุกอย่างในยุคนั้นมันเลยดูเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ ผมไม่ต้องฟาดฟันกับใครเพื่อยิงประตู ผมแค่หาทาง
ง่ายๆผ่านการป้องกัน และยิงอย่างใจเย็น นั่นแหละที่ผมจะอธิบายถึงตัวผมได้ดีที่สุด””ฟุตบอลทำให้
ผมมีชีวิต มีเส้นทางเดินใหม่

ตู้มยิงเลย

ขอบคุณฟุตบอลที่ทำให้ผมมีเพื่อนทุกๆที่ที่ผมไป และได้รับความเคารพจาก ทุกที่บนโลกใบนี้มิล ลากล่าว
ทิ้งท้าย “มีเรื่องประหลาดใจนิดหน่อย ไม่ใช่ในแง่ของความสามารถนะ ผมรู้อยู่แล้วว่าผมเก่งแค่ไหน
ส่วนเรื่องเต้นนี่แหละที่เซอร์ไพรส์ ผมเองไม่เคยเตรียมการอะไรแบบนั้นนะ

มันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ ผมไม่เคยเต้นฉลองประตูมาก่อน แม้กระทั่งในการซ้อมมิล ลากล่าว
ฟุตบอลโลกที่อิตาลีสำหรับมิล ลายังไม่จบ เพราะ แคเมอรูน ผ่านเข้าไปเจอกับ โคลอมเบีย ในรอบ
16 ทีมสุดท้าย และเป็นมวยรองอย่าง แคเมอรูน

ที่สามารถเอาชนะไปได้ จากประตูที่เป็น ตำนานจนทุกวันนี้ นั่นคือประตูที่ โรเจอร์มิล ลาขโมยบอล
จากเท้า เรเน ฮิกิตา และลากเข้าไปยิง แบบง่ายๆนั่นเอง สัญลักษณ์สโมสร | ข่าวบอล