ความนิ่งที่มากขึ้น ขุมกำลังพร้อมรบไร้ปัญหาแข้งเจ็บ

ความนิ่งที่มากขึ้น

ความนิ่งที่มากขึ้น กลับคืนสู่สโมสรได้สำเร็จ หลังจากพลาดท่าให้ ลิเวอร์พูล ไปเมื่อซีซั่นที่แล้ว

ความนิ่งที่มากขึ้น หากมองสถิติช่วงหลังแมน ฯซิ ตี้คือทีมที่มีเกมรุกอันตรายที่สุดของพรีเมียร์ลีก พิสูจน์ได้
จากผลงานกะซวกตาข่ายคู่แข่ง โดยฤดูกาล 2017-2018 พวกเขากดไป 106 ประตู, ฤดูกาล 2018-2019 ซัด
ไป 95 ลูก และฤดูกาล 2019-2020 ยิงไปอีก 102 ประตูก่อนหน้านี้

การไล่ยิงคู่แข่งแบบกระจุยกระจาย 4 ลูก 5 ลูก ถือเป็นเรื่องปกติของพวกเขา อย่างเช่นฤดูกาลที่แล้ว แมนฯ
ซิ ตี้ชนะคู่แข่งด้วยผลต่างประตูอย่างน้อย 4 ลูกมากถึง 10 นัด แต่ฤดูกาลนี้ ดูเหมือนว่า แมน ฯ ซิ ตี้จะนิ่ง
และสุขุมมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องยิงกระจุยกระจาย และเน้นเรื่องผลการแข่งขันเป็นอันดับแรก

โดยพวกเขายิงไปเพียง 72 ประตูจาก 35 นัดที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับซีซั่นก่อนๆ และในขณะ
เดียวกัน ชัยชนะ 25 นัดในลีกซีซั่นนี้ แมน ฯ ซิ ตี้คว้าชัยเหนือคู่แข่งด้วยผลต่างแค่ 1 หรือ 2 ประตูมากถึง
17 นัด จากสถิติดังกล่าว สามารถชี้ได้ว่า แมน ฯซิ ตี้

มีการปรับแนวทางของทีมพอสมควร โดยสาเหตุอาจมาจากความผิดหวังเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งพวกเขามักจะ
เปิดเกมลุยเดินหน้าฆ่ามัน แต่เมื่อฆ่าไม่ตาย ก็จะโดนคู่แข่งปล่อยหมัดน็อกสวนมาจนหงายเงิบ โดยฤดูกาล
2019-2020แมน ฯซิ ตี้ซัดไปถึง 102 ลูก แต่กลับแพ้มากถึง 9 นัด

และโดนลิเวอร์พูลกระชากแชมป์ไปครองในท้ายที่สุด ผู้ท้าชิงอ่อนแรง นอกจากผลงานที่ยอดเยี่ยมของแมนฯ
ซิ ตี้แล้ว บรรดาคู่แข่งของพวกเขาก็นัดกันโชว์ฟอร์มกระท่อนกระแท่น ทีมแรกที่ชัดเจนคือ “แชมป์เก่า”
ลิเวอร์พูล ซึ่งคงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากความ

เดี๋ยวเดอะค็อปจะเคืองเอาเปล่าๆ (อิอิ)ขณะที่ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมเต็งตอนต้น
ฤดูกาลหลังจากเสริมทัพอุตลุด ทั้ง ฮาคิม ซิเย็ค, เบน ชิลเวลล์, ไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์ แต่
กลับทำผลงานสวนทางกับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไป

ความนิ่งที่มากขึ้น

จนมีการเปลี่ยนแปลงตัวแม่ทัพจาก แฟรงก์ แลมพาร์ด มาเป็น โทมัส ทูเคิ่ล เช่นเดียวกับ “ไก่เดือยทอง”
สเปอร์ส ที่ตะเพิด โชเซ่ มูรินโญ่ ไปเรียบร้อยแล้วด้าน “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เล่นดีเป็นช่วงๆ
ฟอร์มร้อนเป็นพักๆ พร้อมกับกระแสไล่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

อยู่เป็นระยะ ส่วน “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ไม่ต้องพูดถึง เพราะแม้แต่พื้นที่ยุโรปก็แทบจะเป็นไปได้ยากแล้ว
ขณะที่ทีมสอดแทรกอย่าง เลสเตอร์ซิ ตี้ก็ยังไม่แกร่งมากพอถึงขั้นได้ลุ้นแชมป์เต็มตัวและเมื่อคู่ต่อสู้ต่าง
นัดกันโชว์ฟอร์มขึ้นๆลงๆ ในขณะที่เรือใบสีฟ้าลำนี้ยังคงแล่นฉิวต่อเนื่องอย่างคงเส้นคงวา

พวกเขาจึงค่อยๆทิ้งห่างคู่แข่งออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าเส้นชัยได้สำเร็จข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของบรรดา
สโมสรบิ๊กเนมคือ การมีทีมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสโมสรที่ต้องเล่นเกมฟุตบอลสโมสรยุโรป ซึ่งต้องมีขุม
กำลังที่สามารถสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันลงเล่นได้

โดยที่ศักยภาพของทีมไม่ลดน้อย ลงไปจากเดิมเท่าใดนัก

ช่วงที่ เควิน เดอ บรอยน์ เจ็บแฮมสตริงพักไปประมาณ 1 เดือนเมื่อตอนต้นปี ก็มี อิลคาย กุนโดกัน ที่
ก้าวขึ้นมาสวมบทจอมทัพแทนอย่างไร้ที่ติหรือในรายของ เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่เจ็บค่อนข้างนาน แถม ราฮีม
สเตอร์ลิง ก็ฟอร์มตกลงไป แต่ แมนฯ ซิ ตี้

ก็ยังมีผู้เล่นคนอื่นที่ฟอร์มพุ่งขึ้นมา ทั้ง กุนโดกัน, ริยาด มาห์เรซ โดยเฉพาะดาวรุ่งอย่าง ฟิล โฟเด้น
ที่ยกระดับฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่งฤดูกาลนี้ แมนฯซิ ตี้ทำผลงานได้ดีทั้งในลีก และบอลถ้วย ซึ่งทะลุ
เข้ารอบลึกๆทุกรายการ ทำให้แข้งเรือใบมีโปรแกรมลงสนามไปแล้วเกือบ 60 นัด

ซึ่งการมีขนาดทีมที่ใหญ่ และไม่มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บมากวนใจ ทำให้ เป๊ป มีขุมกำลังในมือให้เลือกใช้
งานเต็มที่ ชนิดที่ว่าสามารถจัดผู้เล่นออกเป็น 2 ทีมได้สบายๆ จนทำให้ผลงานของทีมออกมาเปรี้ยงปร้าง
อย่างที่เห็น การมาของ รูเบน ดิอาสทุกคนต่างทราบดีว่า แมนฯ ซิตี้

คือทีมที่มีแนวรุกระดับพระกาฬคับทีม แต่ปัญหาใหญ่ที่พวกเขาแก้ไม่ตกเสียทีคือ เกมรับที่ยังไม่แข็งแกร่ง
เท่าที่ควรนับตั้งแต่ แวงซองต์ กอมปานี โบกมือลาทีมไป ไม่ว่าจะทุ่มเงินคว้าตัวกองหลังค่าตัวแพงเข้าสู่
ทีมมากี่คนต่อกี่คนจนกระทั่งการย้ายมาของ รูเบน ดิอาส

ปราการหลังวัย 23 ปี ซึ่งทีมเรือใบสีฟ้าเซ็นเช็ค 62 ล้านปอนด์ ดึงตัวมาจาก เบนฟิก้า เมื่อตอนต้นฤดู
กาล และกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกมรับของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นแบบผิดหูผิดตา พร้อมกับช่วย
ให้เซนเตอร์ที่เล่นร่วมกันอย่าง จอห์น สโตนส์ หรือ อายเมอริก ลาปอร์กต์

โดดเด่นขึ้นตามไปด้วย หากเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ก็เปรียบได้กับการที่ ลิเวอร์พูล ได้ตัว เฟอร์กิล ฟาน
ไดจ์ค เข้ามาเป็นนายใหญ่ในเกมรับยังไงยังงั้น แม้กระทั่ง เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตปราการหลังหงส์แดงยัง
ต้องยกนิ้วให้กับความยอดเยี่ยมของดิอาส

ความนิ่งที่มากขึ้น

ผมคิดว่าเขาเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เลย ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ“เราได้เห็น ฟาน ไดจ์ค
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งพาทีมคว้าแชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วนนักเตะเลือดใหม่ที่ผมมองว่ากำลังก้าวขึ้นมา
คือ ดิอาส ซึ่งมีอิทธิพลต่อทีมเป็นอย่างมาก” คาร์ราเกอร์ ความนิ่งที่มากขึ้น

กล่าวในที่สุด ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก 2020/2021 ก็ตกเป็นของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้
แม้จะเหลือโปรแกรมเตะอีก 3 นัดสุดท้าย หลังจากคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายคาบ้านต่อ
เลสเตอร์ 1-2 ทั้งนี้ ความนิ่งที่มากขึ้น

นับเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 7 ของแมนฯ ซิตี้ และเป็นแชมป์สมัยที่ 3 จาก 4 ปีหลังสุดของพวกเขา
หลังจากถูก “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล กระชากแชมป์ไปเชยชมที่แอนฟิลด์ เมื่อฤดูกาลที่แล้วและนี่คือ 4
เหตุผลที่ทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และลูกทีม สามารถทวงแชมป์ พรีเมียร์ลีกกลับคืนสู่เอติฮัด สเตเดี้ยม
ได้สำเร็จ ตัวสำรองลงยกชุดข่าวบอล